MRSA แผลติดเชื้อรุนแรง แผลไฟไหม้-น้ำร้อนลวก แผลเบาหวาน แผลกดทับ เอนไซม์แก้ไขได้

ทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วย..
แผลติดเชื้อรุนแรง แผลติดเชื้อดื้อยา
แผลเบาหวาน แผลกดทับ
แผลไฟไหม้-น้ำร้อนลวก แผลหายยาก
ไม่มีผลทำให้ดื้อยา
จากโปรตีนธรรมชาติ...
ด้วยคุณสมบัติพิเศษของโปรตีนธรรมชาติ Lysostaphin+Lysozyme,

Lysostaphin มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเฉียบพลันไม่ระคายเคือง เพราะเป็นโปรตีนธรรมชาติ

Lysozyme มีฤทธิ์ย่อยสลายโปรตีนของแบคทีเรีย ช่วยลอกเซลล์ที่ตายออก พร้อมช่วยฟื้นฟูการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ไม่ระคายเคือง เพราะเป็นโปรตีนธรรมชาติ แตกต่างจากการใช้สารเคมี


สนใจเพิ่มเติม คลิกที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2550

Chronic foot ulcer (แผลเบาหวาน)

Foot and leg ulcers

Reviewed by Dr Stephen Collins, GP

Ulcers are breaks in the layers of the skin that fail to heal. They may be accompanied by inflammation.Sometimes they don't heal and become chronic. Chronic foot and leg ulcers mainly affect the elderly. People with diabetes are at special risk of developing foot ulcers, and foot care is an important part of diabetes management. What causes ulceration? The most common cause of chronic leg ulcers is poor blood circulation in the legs. These are known as arterial and venous leg ulcers.Other causes include:


http://www.netdoctor.co.uk/diseases/facts/footandlegulcers.htm

เข้าใจเบาหวาน ใส่ใจเท้า

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ...เบาหวานกับเท้ามันเกี่ยวข้องกันด้วยหรือ มันเกี่ยวข้องกันยังไง การที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานๆ (Chronic Hyperglycemia) มักจะทำให้เกิดการทำลายที่เนื้อเยื่อ และอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย (เหมือนร่างกายถูกแช่อิ่มในน้ำเชื่อม) ดังนั้นผู้เป็นเบาหวานที่คุมปริมาณน้ำตาลในเลือดไม่ดีพอ จะเสี่ยงต่อการที่เส้นประสาทที่ปลายเท้าถูกทำลาย (Neuropathy) และอาจมีปัญหาของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณเท้า ทำให้เลือดมาเลี้ยงที่เท้าน้อยลง (Ischemia) ดังนั้นเมื่อเส้นประสาทถูกทำลาย เท้าบริเวณนั้น ก็จะสูญเสียประสาทรับความรู้สึกไป (โดยทั่วไปผู้เป็นเบาหวานมักจะบอกกับหมดว่า “มีอาการเท้าชา” นั่นล่ะค่ะเป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยๆ เลย) ...

...การที่เลือดมาเลี้ยงบริเวณที่เท้าลดลงก็ทำให้แผลหายช้า หรือหายยาก (โดยมากก็เกิดจากเส้นเลือดตีบลง) แบบเดียวกันกับที่เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบแล้วทำให้เกิดอาการหัวใจขาดเลือด หรือเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบแล้วทำให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตนั่นแหละค่ะ ซึ่งภาวะการณ์ตับของเส้นเลือดส่วนปลายนั้นแพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยได้ด้วยเครื่องตรวจ ABI (Ankle Brachial Index) การที่เส้นประสาทที่เท้าเสื่อมและหลอดเลือดที่มาเลี้ยงเท้าตีบ เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเป็นแผลที่เท้า (Foot Ulcer) ได้ง่าย ถึงตรงนี้เมื่อมีแผลแล้วก็จะเกิดการอักเสบติดเชื้อ (Infection) พอแผลหายยากก็เริ่มลุกลามมากขึ้น นำไปสู่การตัดขาได้ (Amputation) ทีนี้ท่านผู้อ่านคงพอจะนึกภาพออกแล้วนะคะว่า เบาหวานกับเท้านั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ขอนำสถิติที่น่าสนใจจาก IDF มาเล่าให้ฟังนะคะ

• ทุก 30 วินาที จะมีคนหนึ่งคนในโลกนี้ถูกตัดขาอันเนื่องมาจากโรคเบาหวาน (อ่านมาถึงตรงนี้นี่กี่วินาทีแล้วคะ)
• 70% ของการถูกตัดขาทั้งหมดมีสาเหตุจากโรคเบาหวาน
• ในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีเพียง 5% ของผู้เป็นเบาหวานเท่านั้นที่มีปัญหาเรื่องเท้า
(ดังนั้นปัฐหาเรื่องเท้าส่วนใหญ่มักจะเกิดในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่าเรา หรือประเทศด้วยพัฒนาค่ะ)
• ปัญหาเรื่องเท้า เป็นสิ่งที่นำไปสู่การนอนโรงพยาบาลบ่อยที่สุดในผู้ป่วยเบาหวาน
• ในประเทศที่กำลังพัฒนา ปัญหาเรื่องเท้สใช้ถึง 40% ของทรัพยากรทางด้านสาธารณสุขที่มี
• ค่าใช้จ่ายโดยตรงที่เกี่ยวข้องกับการตัดขาในผู้เป็นเบาหวานในสหรัฐอเมริกานั้นสูงถึง 30,000-60,000 ดอลล่าร์
• ส่วนใหญ่ของการถูกตัดขา เริ่มต้นด้วยการเป็นแผลที่เท้า และไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
• หนึ่งในหกของผู้เป็นเบาหวานจะมีแผลที่เท้าอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต และในแต่ละปี จะมีผู้เป็นเบาหวานทั่วโลก 4 ล้านคนที่มีแผลที่เท้า
• ส่วนใหญ่การเกิดแผลที่เท้าและการถูกตัดขาสามารถป้องกันได้ มีการประมาณว่า 80% ของการถูกตัดขานั้นสามารถหลีกเลี่ยงได้

http://www.formumandme.com/article.php?a=1020

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2550

what is MRSA ?

1.ประวัติและลักษณะของMRSA

ตอบ Staphylococcus aureus หรือที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า “staph" เป็นแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปตามผิวหนังหรือบริเวณจมูกผู้ที่มีสุขภาพดี
แต่บางครั้งหากเชื้อนี้เข้าไปในร่างกาย เช่น ใต้ผิวหนังหรือปอด
ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ โดยจัดเป็นสาเหตุการติดเชื้อโรคผิวหนังที่สำคัญสาเหตุหนึ่งใน
ประเทศสหรัฐอเมริกาการติดเชื้อน ี้โดยมากจะไม่รุนแรงและหายได้เองโดยไม่ต้องได้รับการ
รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ อย่างไรก็ตามบางครั้งเชื้อนี้ก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ เช่น ปอดบวม ในอดีตการติดเชื้อ stap อย่างรุนแรงสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่ม penicillins
ที่มีความเฉพาะต่อเชื้อ แต่ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา การรักษายากขึ้นเนื่องจากเชื้อดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายชนิด รวมทั้งกลุ่ม penicillins ที่ใช้กันโดยทั่วไป Methicillin ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อ S.aureus ก็ไม่สามารถฆ่าเชื้อนี้ได้อีกต่อไป เชื้อแบคทีเรียดื้อยาเหล่านี้จึงเรียกว่า methicillin-resistant Staphylococcus aureus หรือ MRSA


2.ความสำคัญและสาเหตุของการเกิดโรค


แบคทีเรียพวก Staphylococcus สามารถก่อให้เกิดความเจ็บป่วยต่างๆ ได้หลายชนิด
รวมทั้งการติดเชื้อที่ผิวหนัง กระดูก โรคปอดบวม การติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง เนื่องจาก MRSA จัดเป็นเชื้อตัวหนึ่งในกลุ่มนี้ จึงสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อต่างๆ ได้เช่นเดียวกับเชื้อตัวอื่นในกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม MRSA มักพบในผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลอื่นๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยหนักหรือผู้ที่มีบาดแผลเปิด เช่น bedsore หรือผู้ป่วยที่ใส่ tube เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ในผู้ป่วยเหล่านี้สามารถติดเชื้ออย่างรุนแรง

มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้ผู้ป่วยเหล่านี้ติดเชื้อ MRSA ได้ง่าย เช่น ผู้ป่วยต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ได้รับยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้าง ได้รับการรักษาตัวในแผนก ICU หรือ burning unit อยู่รวมกับผู้ป่วยจำนวนมาก
ซึ่งอาจมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อ MRSA อยู่แล้วรวมอยู่ด้วย หรือเพิ่งได้รับการผ่าตัด เป็นต้น

เชื้อ MRSA สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อนอกโรงพยาบาลได้เช่นกัน ซึ่งโดยมากมักพบในพื้นที่ชุมชนแออัด หรือในกลุ่มที่มีการฉีดยาเสพติดเข้าทางเส้นเลือด โดยมากการติดเชื้อ MRSA นอกโรงพยาบาลมักเป็นการติดเชื้อที่ผิวหนัง อย่างไรก็ตามอาจเป็นการติดเชื้อที่รุนแรงได้ด้วย
เช่น กรณีของเด็ก 4 คนที่เสียชีวิตเนื่องจากการติดเชื้อนี้นอกโรงพยาบาล

การติดเชื้อ MRSA ทำให้เกิดอาการต่างๆ ได้หลายอย่างขึ้นกับส่วนของร่างกายที่มีการติดเชื้อ เช่น บาดแผลผ่าตัด แผลไฟไหม้ บริเวณที่ใส่สายสวน ดวงตา ผิวหนังหรือระบบเลือด การติดเชื้อนี้มักให้เกิดการบวมแดง หรือรู้สึกเจ็บๆ ตึงๆ บริเวณที่มีการติดเชื้อ
ขณะนี้แพทย์ต่างมีความกังวลเกี่ยวกับการรักษาการติดเชื้อ MRSA ในอนาคต เนื่องจากจำนวนของผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อนี้เพิ่มมากขึ้นทุกปี รวมทั้งอัตราการตายจากการติดเชื้อนี้ก็เพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน
นอกจากนี้ spectrum การดื้อยาของเชื้อก็เพิ่มขึ้นด้วย เช่น เกิดเป็น VRSA หรือ vancomycin resistant Staphylococcus Aureus


3.กลไกการดื้อยาของ MRSA

เกี่ยวกับการอยู่รอดของเชื้อที่มีความเหมาะสมที่สุด ตามทฤษฎีวิวัฒนาการ เนื่องจากแบคทีเรียมีสายพันธุ์แตกต่างกันจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน
และแต่ละชนิดก็มี subtle natural genetic mutations ที่ทำให้ตัวมันแตกต่างจากเชื้อตัวอื่นๆ ได้ด้วย นอกจากนี้ bacterial genes เองก็มีการกลายพันธุ์ได้อยู่สม่ำเสมออยู่แล้ว ทำให้แบคทีเรียบางสายพันธุ์สามารถต่อต้านฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะได้ เชื้อสายพันธุ์ที่อ่อนแอจะถูกทำลายด้วยยาปฏิชีวนะได้ ในขณะที่สายพันธุ์ดื้อยาจะถูกทำลายด้วยยาปฏิชีวนะได้ยากกว่า การได้รับยาปฏิชีวนะไม่ครบ course ทำให้ฆ่าเชื้อได้บางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ทำให้เชื้อตัวที่เหลืออยู่เกิดการดื้อต่อยาปฏิชีวนะได้ เมื่อเกิดเชื้อดื้อยาในขณะที่มียาปฏิชีวนะอยู่ เชื้อจะมีการกลายพันธุ์ไปอีกเรื่อยๆ ขึ้นกับจำนวนครั้งที่สัมผัสกับยา การกลายพันธุ์จะทำให้เชื้อกลับมา ‘fit’ ได้เท่าเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นเชื้อที่ดื้อยาไปนานๆ หลังสัมผัสกับยาปฏิชีวนะจึงสามารถก่อโรคได้เท่าเทียมหรือดีกว่าเชื้อที่ไวต่อยาที่เป็นเชื้อเดียวกัน ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะ carry resistance genes และมีการกลายพันธุ์ต่อๆ ไปได้อีกเพื่อความอยู่รอดของเชื้อ ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะที่มากเกินความจำเป็นจึงเป็นสาเหตุที่สำคัญสุดของการดื้อยาปฏิชีวนะ

กลไกการดื้อยาของเชื้อนี้ สรุปได้ดังนี้
- การสร้างเอนไซม์ beta-lactamase
- การสร้าง penicillin-binding protein (PBP) ชนิดใหม่
- การดื้อยา macrolide โดยการเปลี่ยนเป้าหมายและการขับยาออกจากเซลล์

4.การแพร่กระจายของMRSA

แบคทีเรียพวก Staphylococcus รวมทั้ง MRSA สามารถติดต่อได้ง่ายในผู้ป่วยที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้อยู่ โดยทั่วไป MRSA มักแพร่โดยการสัมผัสกับผู้ป่วย ไม่ใช่ทางอากาศ การแพร่อาจเกิดขึ้นได้แม้การสัมผัสกับของใช้ต่างๆ ของผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดตัว อุปกรณ์ทำแผล ที่นอน เสื้อผ้า อุปกรณ์การกีฬา ที่มีการสัมผัสกับผิวหนังของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ MRSA
นอกจากหัวข้อที่คุณถามมาแล้วยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ MRSA อีกนะคะ เช่น วิธีจัดการกับเชื้อ MRSA หรือแนวทางการควบคุมเชื้อนี้ ซึ่งหากคุณสนใจอาจศึกษาเพิ่มเติมได้จากเอกสารอ้างอิงด้านล่างนี้นะคะ

เอกสารอ้างอิง
1. BBC News UK edition. Q&A: MRSA 'superbugs'. Available at: http://news.bbc.co.uk/1/hi/health/2572841.stm. Accessed Nov 22, 2004.
2. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). MRSA - Methicillin Resistant Staphylococcus aureus Fact Sheet. Available at: http://www.cdc.gov/ncidod/hip/Aresist/mrsafaq.htm. Accessed Nov 22, 2004.
3. MRSA. Available at: http://www.link.med.ed.ac.uk/RIDU/Mrsa.htm. Accessed Nov 22, 2004.
4. นลินี อัศวโภคี. การดื้อยาปฏิชีวนะ: การชะลอกระบวนการ. ใน: Current practice in common infectious diseases. สมบัติ ลีลาสุภาศรี, สถาพร ธิติวิเชียรเลิศ, ธนะพันธ์ พิบูลย์บรรณกิจ, กิตติ ตระกูลฮุน, บรรณาธิการ. กรุงเทพ: สวิชาญการพิมพ์; 2544: หน้า 456-7.



อ้างอิง: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (บริการข้อมูลทางเภสัชกรรม)